ปลาสวาย

ผลิตภัณฑ์

ปลาสวาย (Pangasius hypothalmus)

ปลาสวาย มักพบตามธรรมชาติตามแม่น้ำในทวีปเอเซีย ปลาสวายพันธุ์ Pangasianodon hypophthalmus (หรือที่เรียกว่า “tra” ในประเทศเวียตนาม และส่วนใหญ่ยังคงเรียกว่า Pangasius hypophthalmus ) มีการเลี้ยงในประเทศไทยมานับสิบปีแล้ว เพราะแข็งแรง โตเร็วและสามารถกินอาหารที่มีคุณภาพต่ำและมีโปรตีนน้อยได้หลายชนิด ปลาชนิดนี้สามารถโตขึ้นได้ถึง 2 กิโลกรัม จาก 0.5 กรัมภายในเวลา 1 ปี มีความทนทานต่อน้ำที่มีคุณภาพต่ำและออกซิเจนน้อย (สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งในที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน จึงไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มอากาศในน้ำ) ปลาสวายโตได้มากกว่า 10 กิโลกรัม และมีข้อมูลว่าโตเต็มที่ได้ถึง 40 กิโลกรัมทีเดียว กินอาหารได้สารพัด และมักจะถูกเลี้ยงด้วยมูลสัตว์หรือเศษอาหาร เนื้อปลาพันธุ์นี้มักมีสีเหลืองหรือส้มเพราะมันจะเก็บสะสมเม็ดสีจากอาหารที่กินเข้าไป (เหมือนปลาแซลม่อน) และมีไขมันสูง คุณภาพของเนื้อสามารถควบคุมได้โดยการคัดสรรอาหารที่ให้ และได้มีการค้นพบว่า อาหารที่โปรตีนต่ำจะลดปริมาณไขมันและเพิ่มระยะเวลาเก็บรักษาเนื้อปลาได้ด้วย

ในประเทศไทย ปลาสวายมักจะถูกเลี้ยงไว้ใต้เล้าไก่ร่วมกับปลาดุก ดังนั้น จึงได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีราคาถูกและคุณภาพต่ำ แต่ภาพพจน์นี้เปลี่ยนไปเมื่อประเทศเวียตนามเริ่มเลี้ยงจำนวนมหาศาลเพื่อส่งออก เมื่อเกษตรกรเลี้ยงปลาเหล่านี้แบบหนาแน่นด้วยอาหารสูตรพิเศษและมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ จะสามารถผลิตปลาสวายที่มีเนื้อขาวและรสชาติดีได้

ในเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้หันมานิยมทานปลาสวายแทนปลาดุกพันธ์พื้นเมือง เพราะมีราคาถูกกว่า ในปี 2546 ทางรัฐบาลสหรัฐฯจึงนำมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดมาใช้เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาพันธุ์พื้นเมือง แต่ถึงแม้ภาษีนำเข้าจะสูงก็ตาม ปลาสวายก็ยังคงติดอันดับ 1 ใน 10 ของรายการอาหารทะเลที่มีผู้บริโภคสูงในสหรัฐฯ ความนิยมนี้ได้เริ่มแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง เช่นในกลุ่มประเทศ EU, รัสเซีย และอีกหลายประเทศ โดยการนำเข้าจากเวียดนาม ปัจจุบัน การเพาะเลี้ยงปลาสวายได้กระจายไปยัง บังคลาเทศ อินเดีย เนปาล และอีกหลายประเทศ ซึ่งอยู่นอกถิ่นฐานเดิมของปลาพันธุ์นี้ ปลาสวายมีความเหมาะสมมากสำหรับประเทศที่ยากจนและประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะสามารถเลี้ยงในปริมาณที่หนาแน่น โดยไม่ต้องให้ออกซิเจนเพิ่มและให้อาหารคุณภาพต่ำได้หลากหลายชนิด นอกจากนี้ยังสามารถ ขนส่งปลาที่ยังมีชีวิตได้โดยใช้น้ำปริมาณน้อย จึงสามารถรักษาความสดของปลาไว้ได้เป็นเวลานานในประเทศร้อน โดยไม่ต้องอาศัยน้ำแข็ง

ยังคงมีปลาในตระกูลปลาสวายสายพันธุ์อื่นที่ยังได้รับความนิยมเลี้ยงไม่มากนัก ซึ่งรวมทั้ง ปลาเผาะ (Pangasius bocourti ซึ่งภาษาเวียตนามเรียก “basa” ) , ปลาบึก Pangasianodon gigas or Giant Mekong catfish) ที่โตได้ถึง 200 กิโลกรัม ปลาเทพา (Pangasius sanitwongsei Chao Phraya catifish) ที่โตได้ถึง 100 กิโลกรัม และ ปลาเทโพ Pangasius larnaudii (spot pangasius) อีกทั้งในประเทศไทยยังมีการค้นคว้าเรื่องการผลิตปลาพันธุ์ผสม ที่มีความอดทน โตเร็ว ไม่สะสมเม็ดสีในเนื้อปลา เพราะความต้องการปลาเนื้อขาวจะสูงกว่า น้ำใสฟาร์มเอง ได้ศึกษากรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่ ณ.เวลานี้กำลังมุ่งความสนใจไปที่ปลาสวาย (Striped catfish) เพราะแข็งแกร่งและโตเร็ว

ช่วงเวลาที่จำหน่าย

ปลานิลสามารถวางไข่ได้ทั้งปี แต่ปลาสวายวางไข่ได้เฉพาะช่วงเมษายนถึงตุลาคม เท่านั้น ดังนั้นลูกปลาจะมีจำหน่ายตั้งแต่สิ้นเดือนเมษายน ถึงธันวาคม และควรเผื่อเวลาในการขนส่งประมาณ 2-3 สัปดาห์

ราคา

จำนวนที่ซื้อ ราคาเป็นเงินบาท ราคาเป็น$US  ต่อปลา 100 ตัว
< 5,000 3.00 10.00
< 10,000 1.50 5.00
< 20,000 1.20 4.00
< 30,000 1.05 3.50
< 50,000 0.90 3.00
> 50,000 0.80 2.67
> 100,000 0.75 2.50
ราคานี้ยังไม่รวมค่าบรรจุและค่าขนส่ง สั่งได้ขั้นต่ำ = 2,000 ตัว
บาท/$US = 30

การบรรจุ

ปลาสวายที่ส่งออกจะมีขนาดน้ำหนัก 0.5 กรัม และเนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าปลานิลถึงสองเท่า ปริมาณที่บรรจุในแต่ละหล่องจะน้อยลงอย่างเป็นสัดส่วนกัน:
ปลายทาง ระยะเวลาขนส่ง (ชั่วโมง) จำนวนปลาต่อกล่อง
ประเทศไทย 6 ถึง 10 1,800
เอเซีย, ใกล้เคียง 10 ถึง 15 1,000
เอเซีย, ไกล 15 ถึง 20 800
ตะวันออกกลาง 15 ถึง 20 800
ยุโรป 25 ถึง 35 600
แอฟริกา 30 ถึง 45 400
สหรัฐอเมริกา 35 ถึง 45 400
ทาง “น้ำใส”  จะวางยาสลบปลาสวายในระหว่างขนส่ง เพราะจะต่างกับปลานิลคือ การลดอุณหภูมิระหว่างการขนส่ง ไม่ได้ทำให้โอกาสการรอดชีวิตมีมากขึ้น.